Wuttinee's profileวุฒิณี's spacePhotosBlogLists Tools Help

วุฒิณี's space

Wuttinee

You''ll never walk alone...
Photo 1 of 15
More albums (51)
May 09

ขอไว้อาลัยแด่ความรู้สึกที่ต้องเสียไป...

 
 
ขอไว้อาลัยแด่ความรู้สึกที่ต้องเสียไป...
     ขอไว้อาลัยแด่ความรู้สึกที่ต้องเสียไป...
           ขอไว้อาลัยแด่ความรู้สึกที่ต้องเสียไป...
                 ขอไว้อาลัยแด่ความรู้สึกที่ต้องเสียไป...
เดียวจะค่อยๆทะยอยชดใช้และคืนให้....
 
April 16

"เลกซัส" รสชาติที่แตกต่าง

"ชิเจโทชิ มิโยชิ" หัวหน้าทีมวิศวกรของเลกซัส บอกถึงความแตกต่างระหว่าง โตโยต้า กับ เลกซัส ว่า รถยนต์ "โตโยต้า" จะเป็นรถที่เน้นตลาดที่มียอดจำหน่ายสูงเป็นสำคัญ พร้อมนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในแต่ละท้องที่ ส่วน "เลกซัส" จะเป็นรถระดับ พรีเมี่ยมคาร์หรือตลาดชั้นสูงเท่านั้น

"มิโยชิ" บอกถึงความเป็นมาของเลกซัสว่า เลกซัสเริ่มมาตั้งแต่ปี 1989 ที่มีการผลิตรถยนต์ LS รุ่นแรก บนพื้นฐานและความต้องการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงเป็นพิเศษ ภายใต‰หลักการสำคัญ 2 อย่างคือ 1. yet phiolosophy ความต้องการ ขัดแย้งกันโดยไม่มีการล้มเลิกกลางคัน 2. action at source การแก้ไขปัญหาโดยย้อนไปที่ต้นเหตุ

ซึ่งตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมานั้น เลกซัสสามารถทำยอดจำหน่ายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำยอดขายได้ ทั่วโลกเกินกว่า 500,000 คัน และตลาดหลัก 3 ส่วน 4 อยู่ที่อเมริกาเหนือ และเมื่อเปรียบเทียบยอดการจำหน่ายระหว่าง เลกซัสกับคู่แข่งนั้น พบว่าเรามียอดการจำหน่ายต่ำกว่าคู่แข่งอยู่ครึ่งหนึ่ง

เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมานั้นรุ่น RX และ EX สามารถครองส่วนแบ่งได้มากกว่า 50% จากปี 2548 ที่มียอดจำหน่ายเพียง 300,000 คัน จากการสำรวจความต้องการของผู้บริโภคที่มีรายได้สูงในประเทศญี่ปุ่น จะพบว่ากลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ส่วนใหญ่มีความชื่นชอบเลกซัสมากกว่า ยี่ห้ออื่นคิดเป็น 4.58% และกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 30 ปี มีความชื่นชอบยี่ห้ออื่นๆ มากกว่าเลกซัสคิดเป็น 3.0%

ส่วนการสำรวจความรู้จักเลกซัสในยุโรป คนส่วนใหญ่จะยังไม่ค่อยรู้จักแบรนด์ "เลกซัส" เท่าที่ควร แต่ปัจจุบันเรามีรถรุ่นไฮบริดซึ่งเชื่อว่าจะทำให้คนรู้จักเราเพิ่ม มากขึ้น สำหรับจุดแข็งของเลกซัสวันนี้ "มิโยชิ" มองว่า ความแข็งแกร่งของเลกซัสในตลาดอเมริกาเหนือนั้นคือคำตอบ และส่งผลให้กลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของเลกซัส เพราะมีอัตราการพึงพอใจในตลาดนี้มากเกินไป ประกอบกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ยังไม่ ชื่นชอบรถของเราเท่าที่ควร รวมถึงตลาดยุโรปที่คนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักแบรนด์ "เลกซัส" แต่เราเชื่อว่าวันนี้ที่เลกซัสมีรถรุ่นไฮบริด ซึ่งจะเป็นรถที่ช่วยให้คนรู้จักเราเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันถือว่ายอดจำหน่ายของเลกซัสเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งเราอยากที่จะกลับมาแก้ปัญหาต่างๆ และต้องย้อนกลับไปทบทวนจุดแข็งและความถนัดของเราอยู่ตรงไหน เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาและสร้างแบรนด์เลกซัสอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราต้องลงลึกไปถึงเรื่องการสร้างคุณค่าของ "เลกซัส"

ด้วยการเริ่มต้นสร้างกิจกรรมใหม่ๆ ให้กับเลกซัส กับการส่งรถรุ่น LS และ เซ็กเมนต์ใหม่ๆ อย่างครอสโอเวอร์ หรือ RX ออกสู่ตลาดด้วย พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจในคำว่า "ชั้นสูง" ที่เดิมคนทั่วไปเข้าใจว่า ต้องเป็นคนมีฐานะดี มีทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก แต่วันนี้เราได้เปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการหันมาให้ความสนใจในเรื่องของ "ความ พึงพอใจ" มากกว่า

ดังนั้นเราจึงมองว่าคุณค่าที่แท้จริงของคำว่าชั้นสูงจะอยู่ที่การนำเสนอเวลาที่ประทับใจให้กับลูกค้า ซึ่งรวมถึงกลุ่มลูกค้าเลกซัสที่ไม่ใช่เป็นผู้ขับขี่ จะต้องรู้สึกเป็นสุขสบายและสนุกไปด้วย ซึ่งหน้าที่สำคัญของเลกซัสคือการเพิ่มมูลค่าให้กับเวลา

การออกแบบรถของเลกซัสนั้นมาจากพื้นฐานการออกแบบที่เรียกว่า "L-finesse" ที่ไม่ใช่มีความหมายว่า เลกซัส แต่หมายถึง แนวหน้า หรือ leading อย่างรุ่น IS ที่ออกแบบมาบนพื้นฐานของความเรียบง่าย และมีความสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะลักษณะพิเศษของการออกแบบ "L-finesse" นั้น คือความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันภายใต้แบรนด์ "เลกซัส" และมีคุณลักษณ์พิเศษเฉพาะรุ่นนั้นๆ ด้วย

แม้จะมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เลกซัสจะมีการใช้แพลตฟอร์มเดียวกับโตโยต้า แต่ "มิโยชิ" มองว่าระหว่างเลกซัสกับ โตโยต้านั้น ก็เหมือนกับสูตรการปรุงอาหาร ที่คนทำและวัตถุดิบเป็นคนละอย่างกัน ดังนั้นรสชาติย่อมแตกต่าง

และแม้ว่าเลกซัสกับโตโยต้าจะใช้ชิ้นส่วนเดียวกัน แต่ผลที่ออกมานั้นย่อมไม่เหมือนกัน ซึ่งรถยนต์เลกซัสผลิตภายใต้มาตรฐานที่เรียกว่า "เลกซัส มัสส์" (LEXUS MUSIS) ที่จะต้องผ่านมาตรฐานมากกว่า 500 มาตรฐาน

รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของโตโยต้าจะถูกนำมาใช้ในเลกซัสก่อนเสมอ เพื่อทำให้ชีวิตมนุษย์มีความสมบูรณ์ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกด้วย สุดท้าย "มิโยชิ" บอกว่า ต้องการพัฒนารถยนต์เลกซัสให้มีความก้าวหน้าในระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

บุก "ทาฮาร่า" ฐานผลิต "เลกซัส" เปิดตำนานพรีเมี่ยมคาร์แห่งโลกตะวันออก

หลังจากสร้างการยอมรับและประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกา ด้วยการเป็นรถยนต์พรีเมี่ยมที่ขายดีที่สุด และยังจะเป็นรถ พรีเมี่ยมเพียงยี่ห้อเดียวที่ตีตรามาจากโลกตะวันออก ซึ่งสามารถสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับไปได้ทั่วโลก

ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา "ประชาชาติธุรกิจ" ได้รับโอกาสอันดีจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำทีมโดย "วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ "สันชัย ตรีชิด" รักษาการผู้อำนวยการ ฝ่ายเลกซัสกรุ๊ป ได้พาบรรดาสื่อมวลชนไทยเข้าเยี่ยมชมโรงงาน "ทาฮาร่า" (TAHARA PLANT) โรงงานผลิตรถยนต์ "เลกซัส" รุ่น LS400 มาตั้งแต่ปี 2532 หรือเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา ภายใต้เป้าหมายอันท้าทายด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลิตรถยนต์นั่งระดับพรีเมี่ยมจากค่าย "โตโยต้า"

โรงงานประกอบรถยนต์เลกซัส "ทาฮาร่า" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ กรุงโตเกียว ซึ่งเกิดขึ้นจากพันธกิจและการสร้างแรงบันดาลใจ บวกกับความต้องการของวิศวกรผู้ผลิต ที่ต้องการรังสรรค์ ยานยนต์สมบูรณ์แบบ โดยใช้การผสมผสานกันระหว่างนวัตกรรมด้านเทคนิคการผลิต (innovative technique) กับความประณีตในการผลิตของช่างฝีมือที่มีทักษะในการผลิตระดับสูง (craftsmanship) ซึ่งกลายเป็นที่มาของรถยนต์ "เลกซัส"

โรงงานแห่งนี้ให้กำเนิดรถเลกซัสทุกคัน ที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมการผลิตที่ล้ำสมัย และบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์เหนือระดับเฉพาะตัว ที่โดดเด่นทั้งสมรรถนะการขับขี่ ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี และความประณีตในการผลิตจากสายพานการผลิต ส่งผลให้เลกซัส กลายเป็นรถยนต์คุณภาพระดับพรีเมี่ยมที่สมบูรณ์แบบ

นอกจากนั้นทาฮาร่าถือเป็นฐานการ ผลิตและส่งออกที่สำคัญไปยังตลาดอเมริกา เหนือ เนื่องจากมีท่าเรือขนส่งสินค้าของ ตัวเอง ทำให้ผลผลิตกว่า 620,000 คัน คิดเป็น 85% ของโรงงานแห่งนี้ ถูกส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรือมีการผลิตประมาณ 2,500 คันต่อวัน

ปัจจุบันโรงงานทาฮาร่าผลิตรถยนต์ เลกซัสทั้ง 7 รุ่น คือ LS, GS, IS, Land Cruiser Prado, 4 Runner, Vanguard, RAV4 มีพนักงานทั้งสิ้น 6,890 คน ซึ่งถือเป็นครึ่งหนึ่งของโรงงานประกอบเลกซัสในญี่ปุ่น จาก 5 โรงงานของเลกซัสที่มีอยู่ ทั่วโลก ซึ่งโรงงานแห่งนี้เปรียบเสมือนเป็นโรงงานแม่ของเลกซัส ที่มีการผลิตชิ้นส่วน, เครื่องยนต์ จนกระทั่งการขึ้นไลน์ประกอบรถยนต์ ด้วยจุดแข็งการใช้เทคโนโลยีล่าสุดจากโตโยต้า

รถยนต์ที่ประกอบขึ้นจากโรงงานแห่งนี้ ขั้นตอนส่วนใหญ่จะใช้แรงงาน "คน" เป็นหลัก โดยมีช่างฝีมือหลายระดับ ซึ่งระดับ ผู้เชี่ยวชาญจะถูกเรียกว่า "ทาคุมิ" เป็นแรงงานที่อยู่ระดับบนสุดของพีระมิด ซึ่งมีทั้งหมด 10 คน ใน 10 แผนก ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของช่างฝีมือ ภายใต้ระบบ craftsmanship หรือการทำงานที่ผสานไปกับ innovative technique ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากโตโยต้า ด้วยเครื่องมืออันทันสมัย และมีความแม่นยำแบบยอดเยี่ยม และเน้นความเที่ยงตรงในการทำงาน

จากความประณีตในการผลิตของช่างฝีมือ โดยเฉพาะความประณีตจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการควบคุมและปรับปรุงการผลิตอย่างละเอียด บวกกับความตั้งใจและเอาใจใส่ ทำให้สามารถตรวจสอบและรับรู้ถึงความผิดปกติ และส่วนต่างอันไม่สามารถวัดค่าได้ด้วยเครื่องวัดใดๆ และสามารถแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนการผลิตที่ละเอียดถี่ถ้วน และก่อให้เกิดคุณภาพมาตรฐานแบบฉบับ "เลกซัส"

นอกจากนี้นวัตกรรมด้านเทคนิคการผลิตที่ใช้ในโรงงานเลกซัสอัดแน่นไปด้วยวิศวกรรมการผลิตที่ล้ำสมัย โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการใช้หุ่นยนต์ระดับสูง เพื่อความสามารถในการควบคุมการผลิตให้เกิดผลลัพธ์ที่แม่นยำและเที่ยงตรงที่สุด ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการผลิตได้อย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวัดบล็อกเครื่องยนต์ความละเอียดสูง/ความเร็วสูงแบบ 3 มิติ, เครื่องปั๊มประสิทธิภาพสูง สามารถปั๊ม ชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่ด้วยความเที่ยงตรงและแม่นยำ, หุ่นยนต์เชื่อมตัวถังใหม่ล่าสุด มีความแม่นยำในการทำงานสูงสุด, เครื่องวัดการตั้งช่วงล่าง รับประกันความแม่นยำ ในการประกอบช่วงล่างที่มีมาตรฐานเหนือระดับ, ระบบการใช้เลเซอร์ประกอบการปรับ alignment ที่มีความแม่นยำสูงสุด

ระบบการพ่นสีที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยล่าสุด ควบคุมโดยช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีเพื่อคุณภาพการพ่นสีระดับพรีเมี่ยม ตามแบบฉบับของเลกซัสที่ใช้ช่างฝีมือระดับสูงสุด ตรวจสอบโดยใช้ "มือ" ทำให้การปฏิบัติงานของทีมช่างในโรงงานแห่งนี้มีความแม่นยำมาก

ก่อให้เกิดผลผลิตที่กลายเป็นการผสานระหว่างเทคโนโลยีความล้ำหน้าในการผลิตกับฝีมือแรงงานชั้นเยี่ยม ที่ออกมาจากแนวคิดการทำงานแบบทุ่มเท จนกลายมาเป็นรถยนต์เลกซัสที่สมบูรณ์แบบ หรือพรีเมี่ยมคาร์แห่งโลกตะวันออกนั่นเอง

January 15

เพียงเพราะความคิดถึงของเราอาจ (ไม่)เท่ากัน…

เพียงเพราะความคิดถึงของเราอาจ (ไม่)เท่ากัน

 

วันนี้ฉันดีใจ เมื่อจู่ๆก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนเก่า ต้องเรียกว่าเก่ามากๆ เพราะเหตุการณ์มันผ่านมา

    ตั้งแต่สมัยช่วงท้ายของชีวิตนักเรียนประถม….

    หลักจากที่เราต้องแยกย้ายกันตามวาระ ที่ไม่ใช่แค่ย้ายโรงเรียน

แต่ย้ายที่อยู่ระหว่างภาคกลาง กับภาคใต้ของประเทศ

นั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์ของการแสดงความห่วงใจระหว่างกันและกัน

เราเลือกที่จะติดต่อกันผ่านข้อความทาง จดหมายมาโดยตลอดระยะเวลาอีก 2 ปีต่อมา

     และทุกอย่างก็เลื่อนหายไปตามระยะทางและกาลเวลา

จนวันนี้โทรศัพท์ฉันดังขึ้น...เราใช้เวลาระลึกถึงกันไม่ 5  วินาที ทุกอย่างล้วนพรั่งพรูออกมา

ทั้งความคิดถึง ความห่วงใย ไม่ใช่แค่ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน

แต่ยังเผื่อแผ่ออกไปถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง

  เมื่อถามถึงที่มาของการติดต่อครั้งนี้ คือความอดและทนต่อความคิดถึงไม่ได้

จึงต้องใช้บริการความไฮเทคของ อินเตอร์เน็ตเข้าช่วยมาเป็นสื่อกลางก่อนที่เราจะได้พบกันทางเสียง

 แม้วันนี้ยังมีเพื่อนและมิตรภาพ...อีกมากมาย ที่ฉันได้ทำหล่นหายไประหว่างทาง

โดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสโชคดีได้มาเจอกัน แม้จะเป็นเพียงเสียงผ่านคลื่นโทรศัพท์ก็ตาม...

 

January 07

สัญญา...

สัญญา...

แม่นอนหรือยัง พ่อเหนื่อยไหม ไม่ต้องรอเข้านอนก็ได้
อีกไม่นาน จะกลับไป ก็รู้ดี ว่าห่วงใย

ที่แล้วมา ไม่เคยฟังใคร เอาอะไรจะเอาให้ได้
วันนี้มอง สว่างเข้าใจ ก็รู้ตัว ว่าผิดไป

ต่อไปจะเป็นลูกที่ดี จะทำหน้าที่ลูกให้สมบูรณ์

ยังเป็นเด็กน้อยของพ่อเสมอ ยังนอนละเมอให้แม่คอยปลอบโยน
จะเป็นเด็กดีให้พ่อภูมิใจ จะเป็นคนดีของแม่ตลอดไป สัญญา

โอ้ชีวิตคน ดิ้นรนไขว่คว้า จนลืมวันเวลาเพื่อให้
ความสำเร็จ มันอยู่ที่ไหน ยิ่งนับวัน ยิ่งบ้าไป

ต่อไปจะเป็นลูกที่ดี จะทำหน้าที่ลูกให้สมบูรณ์

*ยังเป็นเด็กน้อยของพ่อเสมอ ยังนอนละเมอให้แม่คอยปลอบโยน
จะเป็นเด็กดีให้พ่อภูมิใจ จะเป็นคนดีของแม่ตลอดไป สัญญา

                                                                                                                  เนื้อร้อง/ทำนอง: ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์ เรียบเรียง: นำพล รักษาพงษ์
September 21

ชื่อนั้นสำคัญไฉน...

 

    วุฒิณี ชื่อที่พ่อกับแม่อุตสาห์ตั้งให้ส่วนที่มีที่ไปก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แค่เป็นส่วนผสมระหว่างชื่อของพ่อและแม่มาประกอบกันนั้นเอง   

 วุฒิ หมายถึง ความรู้ ส่วน ณี ก็คือผู้หญิงนั้นเอง นี่แหละคือของขวัญชิ้นแรกที่พ่อ แม่ มอบให้

        แม้ว่าตอนเด็กๆ ชื่อมักจะดูแปลกและไม่มักคุ้นเหมือนเพื่อนๆคนอื่น  บางคนก็สับสนไปว่านี่มันจะเป็นชื่อของ ชาย- หญิง

บางคนอ่านออกเสียงไม่ถูก เวลาเวลาเรียกชื่อ วุฒิณี ก็มักจะออกเสียงไม่เต็มปาก หรือออกเสียงผิดไปทันที

บางก็ว่าชื่อฉันไม่ตรงกับหลักการตั้งชื่อ เนื่องจากวามเชื่อที่ว่า คนวันจันทร์ ชื่อไม่ควรมีสระ

 แต่ชื่อ วุฒิณี"เห็นจะมาใช้กับความเชื่อนี่ไม่ได้ เพราะมีอยู่ทุกตัวอักษร และก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นกาลกิณีแต่อย่างไร

 เพราะมันเป็นของขวัญที่พ่อแม่บรรจงสร้างสรรค์ให้ พร้อมกับการให้พรอันประเสริฐ

   ผู้คนรอบข้างมีอยู่ไม่น้อยที่ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บางเสริมดวงชะตา บางเปลี่ยนเพื่อให้ทันสมัย  เพื่อเสริมอำนาจ บารมี หรือแม้แต่เป็นการเริ่มต้นของชีวิตใหม่   บางก็เปลี่ยนเพื่อให้เป็นที่จดจำ แต่ไม่ได้ใช้เพื่อมาแทนที่ชื่อ ที่พ่อ แม่ตั้งให้

 หรือก็เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้าง แบรนด์ ให้กับตัวเอง     เคยถามหรือเพื่อนบางคน

 โดยเฉพาะสาวๆ ว่าอยากเปลี่ยนชื่อกันบ้างไหม หลายคนบอกว่าอยากเปลี่ยน

 แต่เมื่อพ่อแม่อุตสาห์ตั้งให้แล้วก็เกิดความลังเลยังไม่ขอเปลี่ยนชื่อ แต่บางคนก็แอบกระซิบ

หรือ กระโกนดังๆให้เข้าใจได้ชัดเจนว่าถ้าให้เปลี่ยน ชื่อ  ฉันพร้อมที่จะเปลี่ยน นามสกุลมากกว่า...

 
August 14

ก็ที่แท้ส่วนลึกในใจมันเหงาเหลือเกิน

 
เพลง : ฉันอยู่คนเดียวได้
ศิลปิน : ป้าง
อัลบั้ม : ดอกเดียว
ใครเขาก็คงรู้ ฉันมันดูไม่ใส่ใจ
ไม่ชอบจริงจังกับใคร อยากตามใจตัวฉันเอง
ไม่เหงา ไม่อยากซึ้ง ถึงคนเดียวก็อยู่ได้
ฉันบ้าทำงานจะตาย แบ่งเวลาไปให้ใคร...คงไม่พอ
แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ถ้าได้ดูหนังรักดีดี
พอถึงฉากบอกรักกันทุกที ฉันต้องร้องไห้
* น้ำตาก็ไหล ไม่เข้าใจสักที
จะมัวมาซึ้งอะไร มาเศร้าทำไมหนอเรา
หรือใจดวงนี้มันต้องการรักใคร
ที่แท้ส่วนลึกในใจมันเหงาเหลือเกิน
ตบตาคนอื่นไป ลึกในใจมันสุดเหงา
ที่บ้าทำงาน (เล่นเน็ท) ถึงเช้า เพื่อคลายเหงาเท่านั้นเอง
ไปไหนก็อมทุกข์ เที่ยวคนเดียวสนุกตาย
ท้องฟ้ามันงามแค่ไหน แต่ไม่มีคนรู้ใจมาร่วมมอง
พอมานั่งดูหนังคนเดียว ถ้าได้เจอหนังรักดีดี
พอถึงฉากบอกรักกันทุกที ฉันก็ร้องไห้
น้ำตาก็ไหล ไม่เข้าใจสักที
จะมัวมาซึ้งอะไร มาเศร้าทำไมหนอเรา
หรือใจดวงนี้มันต้องการรักใคร
ที่แท้ส่วนลึกในใจมันเหงาเหลือเกิน...
***โดนๆ เพลงนี้ทำไมมันเหงาได้ใจอย่างนี้นะ    "ก็ที่แท้ส่วนลึกในใจมันเหงาเหลือเกิน" สงสัย
 
July 14

ไม่เอาแล้ว ฉันพอแล้ว...

ไม่เอาแล้ว ฉันพอแล้ว...
 
    ถึงใครหลายคนที่ทำให้ได้เรียนรู้กับความผิดหวังและความเจ็บปวด
 
     กับความรู้ที่ต้องสูญเสีย กับการคาดหวัง เมื่อไหร่ที่คนเราจะเลยคาดหวังสิ่งต่างๆในชีวต
เมื่อเราไม่คาดหวัง  ความผิดหวังก็คงจะไม่เกิด
เมื่อเราคิดที่จะเลือก เพราะคนเรามิสิทธิที่จะเลือกในชีวิต
บางครั้งไม่ได้เลือก แต่ก็ต้องยอมรับกับกติกาเพื่อให้ชีวิตดำเนินไป
บ่อยครั้งที่เรานึกอยากที่ย้อนอดีต แต่ไม่สามารถทำได้ กลับไปแก้ไขไม่ได้ฤ
บางครั้งก็ต้องทน อยู่กับปัจจุบันที่อยากให้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
บ่อยครั้งที่คนเราเห็นแกตัว ขอเป็นคนเอาแต่ได้ ไม่ต้องคิดถึงจิตใจคนอื่น
บางครั้งคนเราก็ไม่พยายาม รักษามิตรภาพระหว่างกันเอาไว้
บ่อยครั้งที่ความสุข ความสนุกในชีวิตต้องถูกทำให้ขาดหล่น ขาดหายไปจากช่วงชีวิต
และเราต้องพยายามเรียนรู้และยอมรับในเมื่อชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป
        ปล.  มันคงทำให่คนเราแข็งแกร่ง หรืออาจจะเย็นชากับความรู้สึกได้ดีขึ้น
May 25

บางครั้ง...

บางครั้ง...

    เชื่อว่าคนเรามีบางสิ่งที่ยังต้องติดตามและค้นหา ในช่วงของชีวิต

สิ่งที่คนเราตามหา-กับความฝันบางครั้งมันก็ไม่ได้ที่จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา

บางครั้งบางสิ่งที่ตามหา พยายามไขว้คว้ามันช่างยาวนานช่วงขณะหนึ่งจิตใจ

บางครั้งใจมันก็ต้องทำอะไรบนพื้นฐานของความขัดแย้ง แยกแยะระหว่างถูกกับผิด

ที่แม้เพียงเส้นบางๆมากั้นกลางไว้ ถึงแม้จะแยกแยะออกระหว่างขาวกับดำ

บางครั้งคนเราก็อาจจะตั้งใจเลือกที่จะเป็นขาวหรือดำ

และบางครั้งคนเราก็เลือกที่จะเป็นสีเทา สีเทาที่มีระดับความเข้มอ่อนแตกต่างกัน

เมื่อบางครั้งคนเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะสูญเสียทุกอย่างภายใน(เสีย)ใจ

จากการ (ไม่) ได้เลือกที่จะก้าวพลาดในช่วงของจังหวะชีวิต

"ในชีวิตคนทุกคนย่อมจะมีช่วงชีวิตเลวร้าย ขอเพียงใครสักคนอยู่คอยช่วยเป็นกำลังใจ..." (ห่วงหา- บานาน่าโบ๊ต)

http://imusic.teenee.com/2/frame/109.php

 

 

 

May 24

เมื่อถึงเวลาตรวจตราจิตใจ...

 

เมื่อถึงเวลาตรวจตราจิตใจ... 

    คนเรามีกรรมวิธีในการตรวจตรา และตรวจสอบสภาพของจิตใจไม่เหมือนกัน
และก็เช่นเดียวกันอีกที่คนเรามีสภาวะของจิตใจที่รองรับเรื่องราวแต่ละเรื่องในลิมิตที่แตกต่างกัน
นานเท่าไหร่ที่คนเรามักจะหลงลืมและหันกลับมาดูแลบริหารจิตใจของตัวเอง
   สังคมเมืองทำให้จิตใจของคนเราหยาบขึ้น
ความละเอียดอ่อนเริ่มจะถูกกลื่นกิน และถูกบันทอนไปทีละเล็กละน้อย
จะโทษความเป็น"เมือง" หรือสิ่งรอบข้างก็ไม่ถูก
ถ้าทุกวันนี้เราจะหมั่นตราตรวจและตรวจสอบสภาพของจิตใจ
 สังเกตุความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไป 
โดยไม่หลงลื่มความเป็นตัวของของตนเอง...
May 08

ขับไทรทัน พลัส เลาะลัด ลาวใต้

ขับไทรทัน พลัส เลาะลัด ลาวใต้

และแล้วเข็มไมล์ในการเดินทางของ เราก็ได้เริ่มขยับอีกครั้ง หลังจากได้รับคำเชิญจาก "บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย" และชมรมไทยไทรทันคลับ เพื่อร่วมเดินทางในรูปแบบของคาราวานสู่ สปป.ลาว เพื่อสัมผัสกับน้ำตกไนแองการ่าแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 6-9 เมษายนที่ผ่านมา แม้ว่าเส้นทางมุ่งสู่ลาวใต้จะต้อนรับการมาเยือนของขบวนคาราวานมานักต่อนัก แม้จะไม่ใช่การต้อนรับครั้งแรกของลาวใต้ แต่ก็ยังถือเป็น การมาเยือนลาวใต้ครั้งแรกของใครอีกหลายคน

เมื่อเห็นจดหมายเชิญครั้งแรก ก็อดไม่ได้ที่ จะต้องไปให้ถึงลาวใต้ให้ได้สักครั้ง ภาพของต้นไม้สีเขียวครึม ผู้คนที่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากความเร่งรีบ น้ำตก และแม่น้ำโขง มันวิ่งเข้ามาเป็นฉากๆ จากการได้ฟังคำบอกเล่า ภาพถ่าย ตามเว็บไซต์ต่างๆ แต่วันนี้จะมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับเขาซะที

สำหรับเส้นทางสู่ "ลาวใต้" ครั้งนี้ ชมรม ไทยไทรทันคลับได้ให้ความไว้วางใจเลือกที่จะใช้บริการของบริษัท ทรานเอเชีย รูท จำกัด สำหรับบรรดาสื่อมวลชนนั้น ทางมิตซูบิชินำทีมโดย "พี่เป้ง" ปิยะทัศน์ ตะเภาพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ โดยนัดพบกันที่สำนักงานใหญ่ ย่านรังสิต แต่เช้าตรู่ ซึ่ง "ประชาชาติธุรกิจ" นั่งรถ คันเดียวกับผู้สื่อข่าวรุ่นพี่จากกรุงเทพธุรกิจ และเพื่อนนักข่าวสาวผิวเข้มจากสำนักผู้จัดการ งานนี้มิตซูฯ ได้ส่ง "มิตซูบิชิ ไทรทัน พลัส" รถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อ ในสไตล์ขับเคลื่อน 4 ล้อ จำนวน 5 คัน มาให้บรรดากระจิบข่าว ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางครั้งนี้ รวมทั้ง ถือเป็นการทดสอบสมรรถนะของรถไปในตัว รวมแล้วคาราวานครั้งนี้มีรถยนต์เข้าร่วม ทั้งหมด 24 คัน

วันแรกของการเดินทาง เรามุ่งหน้าออกจากสำนักงานใหญ่ย่านคลองหลวง เพื่อไปยังแก่ง สะพือรีสอร์ท อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุดรธานี ในวันแรกของการเดินทางถือว่าเป็นการค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับเจ้าไทรทันพลัส ก่อนที่เรา จะต้องทำความคุ้นเคยให้มากขึ้นในรูปแบบการขับขี่ที่ไม่เหมือนบ้านเรา รวมระยะทางไป-กลับ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุดรธานี-ลาวใต้-อุดรธานี ก็รวมๆ 480 กิโลเมตร

สำหรับเส้นทางของคาราวานครั้งนี้เริ่มต้นขึ้น ที่ อุบลราชธานี โดยผ่านด่านทาง "ช่องเม็ก" สำรวจร้านค้าปลอดภาษี จากนั้นก็ไปโลด... มุ่งหน้าสู่บ้านม่วง เพื่อนำรถลงแพข้ามแม่น้ำโขง ยังท่าจำปาสัก สำหรับแพที่ใช้ข้ามนั้นเป็น แพยนต์ ที่สามารถรอรับรถยนต์ประมาณ 8 คัน ในช่วงแรกของการเดินทางสงสัยว่าทีมงานกลัวบรรดาลูกทริปจะไม่ได้สัมผัสถึงถนนลูกรังแดงๆ ก็เลยจัดเส้นทางให้วิ่งทางลูกรังเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ปราสาทวัดภู

สำหรับปราสาทวัดภู ปราสาทหินที่เป็น ร่องรอยที่เหลืออยู่ของอารยธรรมความรุ่งเรืองของอาณาจักรขอมที่เก่าแก่กว่านครวัด นครธม ปราสาทบันทายสรี เขาพระวิหาร เขาพนมรุ้ง

ซึ่งปราสาทวัดภูถือเป็นสถาปัตยกรรมขอม อันยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวในลาว มีอายุพันกว่าปี และได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2545 ซึ่งนับเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของลาว ถัดมาจากหลวงพระบาง ตามความเชื่อเดิมนั้นปราสาทวัดภูถือเป็น 1 ใน 4 ปราสาทที่ยิ่งใหญ่ ในสมัยขอม คือ นครวัด เขาพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และปราสาทวัดภู อดีตที่ตั้งของวัดภูเคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของแหล่งอารยธรรมถึง 3 สมัย คือ อาณาจักรเจนละ ในช่วงศตวรรษ ที่ 6-8 ซึ่งมีการค้นพบหลักฐานจารึกในการฆ่าคนเพื่อบูชาเทพเจ้า

อาณาจักรขอมสมัยก่อนเมืองพระนครเลือก ใช้บริเวณนี้เป็นที่สร้างปราสาทหินในศตวรรษที่ 9 และสุดท้ายอาณาจักรล้านช้างได้มีการเปลี่ยน จากเทวาลัยให้เป็นวัดในพุทธศาสนานิกายเถรวาท อีกหนึ่งอย่างที่ดูจะโดดเด่นเป็นสง่าคือ ภูเขาที่มี รูปร่างคล้ายนมของผู้หญิงสาว เกล้าผมมวย ซึ่งทำให้ชาวบ้านทั่วไปเรียกเขาแห่งนี้ว่า เขานมสาว หรือภูเกล้า (ลึงค์บรรพต) ภายในบริเวณปราสาทวัดภู เราจะได้เห็นเศษซากปรักหักพัง และร่องรอยความรุ่งเรืองของอายธรรม

กลุ่มปราสาทหินวัดภูถือเป็นต้นแบบสำคัญด้านสถาปัตยกรรมของยุคอังกอร์วัด ประเทศกัมพูชา ภายในปราสาทมีร่องส่งน้ำเชื่อมต่อจากผาหินสู่ตัวปราสาทอาบสรงศิวลึงค์ แล้วไหลไปสู่ผู้คนที่รอรับน้ำสิริมงคลก่อนที่จะไหลไปสู่แม่น้ำโขงตามลำห้วยสายเล็กๆ ที่ชื่อว่า "ห้วยสระหัว" ปราสาทวัดภูมีอาณาเขตประมาณ 3.6 ตารางกิโลเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงดิน 2 ชั้น นอกจากนี้เราจะได้เห็นบาราย (ภาพแกะสลัก) ขนาดใหญ่ ร่องรอยของเสานางเรียง (ย้ำเหลือเพียงร่องรอย) ปราสาทหลังใหญ่ 2 หลัง ที่แม้ว่าจะผุพังไปตามกาลเวลา แต่ร่องรอยของความงามในอดีตอย่างพวกลวดลายสลักหินต่างๆ ก็ยังคงมีให้เห็นในรายละเอียดและความงาม

างเดินขึ้นสู่ปราสาทประธานบนยอดเขาที่ เป็นบันไดหินสูงชันในแบบขอม โดยที่เชิงทางขึ้นบันไดช่วงที่มีซุ้มต้นจำปา จะมีรูปเคารพของ "พญากรมทา" ซึ่งแม่เฒ่าที่ขายเครื่องสักการบูชาข้างๆ รูปเคารพได้บอกว่า "พญากรมทา" นี่แหละเป็นคนที่เปลี่ยนศาสนสถานแห่งนี้จากปราสาทมาเป็นวัด และเมื่อเข้ามาสู่ปราสาทปรางค์ประธาน บนนั้นก็จะเป็นปราสาทเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยลวดลายแกะสลักศิลปะขอมที่แสดงถึงความเป็นฮินดูอยู่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นรูปนางอัปสร รูปทวารบาล รูปพระศิวะ รูปพระนารายณ์ รูปหน้ากาฬ

หลังจากตื่นตาตื่นใจกับเศษซากของปราสาทวัดภูแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางมุ่งหน้าสู่ "มหานที สี่พันดอน" หรือ "ไนแองการ่าแห่งทวีปเอเชีย" หรือ "น้ำตกคอนพะเพ็ง" เพื่อสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของสายน้ำที่เชี่ยวกรากและเล่นระดับของแม่น้ำโขง ลดหลั่นกันเป็นชั้นหน้าผาสูงประมาณ 15-20 เมตร จากนั้นขบวนคาราวานก็มุ่งหน้าสู่เมืองปากเซ

ในวันรุ่งขึ้นขบวนคาราวานได้ออกมาสัมผัสตลาดเช้า ตลาดดาวเรือง ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปสัมผัสธรรมชาติของน้ำตกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกตาดฟาน น้ำตกคู่ที่มีความสูง 120 เมตร น้ำตกตาดเยือง และน้ำตกผาส้วม สำหรับน้ำตกผาส้วมนั้น ในภาษาลาวนั้น "ส้วม" หมายถึง ห้องนอนที่กั้นไว้สำหรับลูกสาวลูกเขยโดยเฉพาะ ส่วน "ตาด" แปลว่าลาดหินที่เป็นชั้นๆ นอกจากนี้ภายในยังมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเอาหมู่บ้านโบราณของชนเผ่าต่างๆ มาจัดแสดงไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชม เช่น ชาวกะต้าง ซึ่งเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่รอบๆ น้ำตกนี้ เผ่าอาลัก ชาวกะตู้ หอกวน ที่ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของเผ่าละแว

ตลอดระยะของคาราวานครั้งนี้ สิ่งที่เรา จะได้ยินติดหู "เบรก เบรก...ระวังมีวัว มีควาย มี...อยู่ข้างถนน" ซึ่งเราจะได้ยินติดหูและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีตลอดทั้ง 3 วัน แล้วใครที่คิดว่าถนนหนทางในลาวนั้นจะลำบากเหมือนในจินตนาการนั้นต้องขอบอก ว่าคิดผิด เพราะเส้นทางตลอดการเดินทางนี้เป็นถนนลาดยางอย่างดี หรือจะอธิบายให้เข้าใจหน่อย ก็พอจะพูดได้ว่าอาจจะดีกว่าถนนหลวงในบางที่ด้วยซ้ำไป แต่จะน่าเสียดายอยู่ที่การเดินทางครั้งนี้ เราไม่ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับ "หลี่ผี" และปลาข่า หรือที่เรารู้จักกันว่า โลมาอิระวดี ที่เดิมผู้จัดตั้งใจจะพาไป แต่เนื่องจากช่วงที่เราไปครั้งนี้เป็นช่วงน้ำน้อยทำให้การเดินทางค่อนข้างลำบาก ทำให้เราต้องพลาดไป แต่แน่นอนถ้ามีโอกาสมาเยือนลาวใต้อีกครั้งรับรองได้ว่าต้องไม่พลาดแน่นอน
 
March 13

หอมกลิ่นเหลือเกิน...

 

 

กลิ่น : T-Bone...   

กล้ๆ กัน ดังกับเราได้อยู่ในฝัน  เมื่อตัวฉันได้มาอยู่ใกล้เธอ

 หอมตัวเธอ ทำเอาเราต้องมาพร่ำเพ้อ ดันไปเผลอหายใจอยู่ข้างเธอ

** ลมเอยอย่าพัดเลยตอนนี้  กลัวจะจางหายไป...

 กำลังเพลินกับการได้หายใจ เอากลิ่นกายของเธอในยามใกล้กัน

* หอมกลิ่นเหลือเกิน จะสูดเข้าไป ฉันอยากหายใจ เอาไว้ให้มากพอ

ขอสูดขอดม จะบ่มเอาไว้หอมกลิ่นหัวใจ เมื่อฉันได้ใกล้เธอ

  ขอเพียงเธอ มีเวลาได้อยู่ข้างฉัน เพียงเท่านั้นฉันคงสุขหัวใจ

ไม่โดนตัว กลัวจะทำให้เธอด่างพร้อย เพียงปลายก้อยฉันยังไม่คิดเลย

พอใจจะหอมแค่เพียงกลิ่นกาย  คงไม่จางหายไป

เพราะความจริง เธอหอมไปถึงหัวใจ

สูดเท่าไร ความหอมมันคงไม่จาง...

February 28

จะตามหาความโรแมนติก

ถ้ามีใครชวนไปเที่ยวทะเล เราคงนึกที่จะไปในที่ไกลๆก่อน
พัทยา หัวหิน ชะอำ ระยอง
คงจะเป็นที่ที่อยู่ในอันท้ายๆของความคิด
ถ้าเลือกได้จะไป “เกาะ”
ด้วยการอนุมานเข้าข้างตัวเองว่า
“ยิ่งไกลยิ่งดี ยิ่งไกลยิ่งคุ้ม”  คุ้มในที่นี้
คือได้สัมผัส และเอมอิ่มไปกับธรรมชาติอย่างเต็มที
แม้จะต้องหมดระยะเวลาไปกับการเดินทาง 
อย่างน้อยเราเลือกได้ที่จะไปในที่ไกลก่อน
ส่วนที่ใกล้ไกล(ถ้า)ไม่ตายคงได้ไป  
  การไปทะเลก็เหมือนกับการเติมความ “โรแมนติก”
ให้กับชีวิต นั่งฟังเสียงคลื่น เคล้าสายลม
พร้อมกับนอนชมทะเล ใช้ชีวิตนิ่งๆอยู่บนผืนทราย
ละเลียดและลิ้มรสในบรรยากาศฟ้าสวยทะเลใส...
February 20

เรื่องของ อาทหาร(ที่บ้าน)

 

    ท.ทหารอดทด ที่บ้านมีคุณอาทหาร อยู่ 1 คน บุคลิกและท่าทางก็ไม่ได้แตกต่างจากบรรดาอาๆทหารที่เราเคยเห็น

อาทหาร ชอบดื่มเหล้า ขึงขัง หนักแน่น เหมือนๆอาทหารทั่วไป อาทหารที่บ้านไม่เคยสั่งให้ทำโน่นทำนี่

ไม่เคยสั่งว่าจะต้องเรียนให้เก่ง  หรือออกคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตาม หรือต้องขออนุญาติเหมือนๆอาทหารคนอื่นๆ

อาทหารไม่เคยสนใจ ไม่ใช่ซิ อาทหารไม่เคยบังคับว่าจะต้องเป็นอย่างโน่นอย่างนี่ อย่างนั้น เหมือนอย่างที่ไหนๆ  

    อาทหารให้อิสระในการตัดสินใจอย่างเต็มที จะทำอะไร อย่างไง ที่ไหน อาทหาร ไม่เคยถาม

 แต่แกจะคอยดูอยู่ห่างๆ สอนโดยอ้อม ให้ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง อาทำอะไรก็มักจะเรียกไปเป็นลูกมือ

จึงไม่แปลกอะไรที่มักจะทำในหลายสิ่งอย่างที่อาทหารทำเป็น

อาทหาร ไม่เคยชื่นชมเวลาในเวลาต่างๆ ซึ่งบางครั้งมันก็รับรู้ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว

คำพูดคุยกันแต่ละคำในแต่ละวันแทบจะไม่มีหลุดออกจากปากอาทหาร

แต่อยากบอกอาทหารว่าอาทหารยิ่งใหญ่ทุกๆลมหายใจ และ "ฉันภูมิใจในอาทหาร ที่สุด  "

February 02

ปล.แด่เดือนแห่งความรัก...

  ปล.แด่เดือนแห่งความรัก...  

   มีคนเคยบอกว่า ไม่ใช่เรื่องที่ยากนักที่คนเราจะรักตัวเอง แต่ก็ไม่ง่ายที่คนเราจะรักตัวเองได้เช่นกันเพราะสิ่งที่ยากที่สุดอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่จะรักตัวเองก่อน..

  ความรักถูกออกแบบมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งรักแบบพ่อ-แม่ พี่ น้อง รักแบบเพื่อน รักแบบขอ(แค่)ให้ได้รัก รักแบบขาดเธอไม่ได้ รักแบบเรามีเรา รักแบบเราสามคน รักแบบแบบมีเงื่อนงำ รักแบบเสียสละ รักแบบง่ายๆ รักแบบหัวใจหล่นหาย รักแบบใสๆ รักแบบไม่คิด รักแบบกูรักมึง รักไม่ยอมเปลี่ยนไป หรือรัก รักเธอไม่มีหมด รัก รัก รัก ......ฯลฯโอ๊ยความรักมันมีมากมายขึ้นอยู่ที่คนเราจะออกแบบให้มันเป็นยังไง

ความรักมันเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล ไม่ต้องใช้เมล็ดพันธ์ในการเพาะปลูก แต่มันใช้เพียงแค่ความรู้สึก ใจกับใจ  คนเรามักจะเป็นฝ่ายเรียกร้องจากความรัก... และมักจะหลงลืมไปว่าความรักก็ต้องการเรียกร้องจากคนเราเหมือนกันสิ่งหนึ่งที่ความรักต้องการ คงจะเป็น "ความไว้ใจซื่อสัตย์ และความเสมอต้นเสมอปลาย..."เท่านั้นที่ความรักไม่ว่าจะรูปแบบใดต้องการและเรียกที่จะร้องกับเรา

                                                                
      
January 23

ปรุงแต่งความฝัน

ปรุงแต่งความฝันให้(หอมหวาน)

   เมื่อตอนเป็นเด็กฝันอยากจะเป็นโน่น ฝันอย่างจะเป็นนี้ไม่ที่ที่ขีดสุด เรียกได้ว่าใน

โลกแห่งจินตนาการ หรือความฝันนี้มันกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ใครหลายคนจะล่วงก้าวเข้ามาได้

ความฝันของฉันคืออะไร ย้อนกลับไปเมื่อวัยเยาว์ โอ๊ยมันช่างมากมายหลายสิ่งอย่าง ฝันเหมือนเด็กทั่วๆไป

 เป็นหมอ พยาบาล ทหาร นักเดินทาง นักเขียน นักข่าว นักอะไรต่อนักอะไรสารพัดที่ใจนึกฝัน

 แม้แต่ความฝันที่อยากเป็นยอดมนุษย์ ที่เราสามารถปรุงแต่งและเติมรสชาติให้หอมหวาน

เข้มขนได้ตามความต้องการโดยมีจินตนากรและอารมณ์เป็นส่วนผสมสำคัญ

     วันนี้บนพื้นที่ส่วนตัวตรงนี้มันก็ยังติดตัวอยู่กับเรา แต่หากว่ามีฝันบางอยางมันกลายเป็นความจริงขึ้นมา

และเช่นกันในโลกของความเป็นจริงกับโลกของความฝันที่เราควบคุมและจินตนาการได้

 แต่โลกของความเป็นจริงเราคงต้องปล่อยให้ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปตามวิถี 

     ที่บางวันมันก็หอมหวามมีแต่เรื่องสมหวัง แต่บางวันมันอาจจะขมและขื่นอย่างที่ใจไม่ต้องการ

หรืออย่างที่บางคนเขาเรียกกันว่ารสชาติของชีวิต ที่มันมีส่วนผสมที่แต่และต่างที่อาจจะไม่เหมือนกันแต่แต่ละวัน

 และอาจจะเป็นฉากชีวิตคนละเรื่องกัยการปรุงแต่งความฝันที่หอมหวาน...

January 17

ข้าน้อยสมควรตาย...

โลกใบนี้ เหมือนมีคำสาปให้คน ทุกคน
ทำสิ่งต้องห้าม ก็รู้ว่าไม่ดี
จะผิดขนาดไหน หัวใจก็ยังดื้อรั้น
ไม่รู้ว่าทำไมยังดื้อด้าน เลวสิ้นดี
คิดจะไปเป็นมือที่สาม มันก็ควรต้องโดนสักที
ฉันไม่ได้อยากเลว ไม่อยากทำอย่างนี้....
มันผิดจริงๆก็พอรู้ตัวดี ก็ได้แต่โทษทีที่ฉันทำไป
 ฉันไม่ได้อยากเลว แค่หยุดใจไม่ไหว
ก็ผิดจริงๆอย่างนี้สมควรตายแต่จะให้ทำไงก็ทั้งหัวใจ รักเธอคนเป็นล้าน หัวใจทำไมไม่รัก

ก็เหลือคนยังโสดตั้งมาก ไปรักเขาบ้างสิ

มันผิดเข้าใจไหม หัวใจทำไมไม่ฟัง

ก็รู้ใจของเธอมันไม่ว่าง ดูบ้างสิ ก็จะทำไง ก็ทั้งหัวใจ รักเธอ

***แล้วก็ไม่ผิดหวังเพลงนี้มันส์มากๆ  Big Ass...

January 04

ฉันจะทำยังไง...

คบไม่ได้...ป้าง

  ฉันจะทำยังไงในสัญญา เคยตกลงไว้ด้วยกัน ลองคบกันดู ฉันคิดว่าคงทำได้ ม่เสียใจหากว่าเราไม่เข้ากันยังคบกันอยู่ แล้ววันผ่านไปหมดใจไปรักเธอ  เพราะทั้งที่เธอรู้แล้วว้าฉันยังไม่ใช่ ขอเป็นอย่างเดิมเธอทวงคำนั้นที่พูดไปได้ไหมยังเป็นเพื่อนกันเสมอ เจ็บคืนแบบนี้คงจะไม่ไหว ทำตามไม่ได้ที่บอกรักในสัญญา อาจจะหลบหายไปไม่ต้องตามหา ขอเวลาให้ฉันตอนนี้ยังคบกันไม่ได้ขอโทษเธอจริงๆฉันเสียใจที่ทำอย่างนั้นไม่ได้จงยกโทษเถอะ ฉันมันผิดเองหมดเลยหมดใจไปรักเธอ เพราะทั้งที่เธอรู้แล้วว่าฉันยังไม่ใช่ขอเป็นอย่างเดิมเธอทวงคำนั้นที่พูดไปได้ไหมยังเป็นเพื่อนกันเสมอ เจ็บคืนแบบนี้คงจะไม่ไหมทำตามไม่ได้ที่บอกรักในสัญญา อาจจะหลบหายไปไม่ต้องตามหาขอเวลาให้ฉันตอนนี้ยังคบกันไม่ได้ คงจะวันหวนคืนมา กาลเวลาคงช่วยบรรเทาความช้ำ... พยายามเป็นเหมือนคนเดิม พออะไรมันเริ่มจะดีจะกลับมาเธอก็ทำเหมือนเดิม...

คนฉลาด...ป้าง

จากวันนั้นที่เราแยกจากกัน ฉันรู้ดีเป็นเพราะอะไร
แต่เธอนั้นยังคงเฝ้าบอกใคร ว่าตัวฉันคือคนบอกลา
น่าสงสารเหลือเกิน เธอโดนทิ้งขว้าง ใครๆได้ฟังว่าฉันช่างโหดร้าย
จะมีใครรู้ความจริง สิ่งที่เธอพูดไป ขอถามย้ำให้แน่ใจอีกที
อยากถามว่าใครทิ้งกันไปก่อนใคร อย่างน้อยเธอคงรู้ใจตัวเองดีกว่าฉัน
แม้ฉันเองที่พูดคำว่าเลิกกัน ถามว่าก่อนนั้นใครกันแปรเปลี่ยน
มันคงเหมือนที่คนฉลาดคาดไว้ เพราะใครๆก็เห็นใจเธอ
โง่อย่างฉันก็ต้องเป็นเหยื่อเสมอ ทั้งที่เธอเป็นคนเปลี่ยนใจ
น่าสงสารเหลือเกิน เธอโดนทิ้งขว้าง ใครๆได้ฟังว่าฉันช่างโหดร้าย
จะมีใครรู้ความจริง สิ่งที่เธอพูดไป ขอถามย้ำให้แน่ใจอีกที
อยากถามว่าใครทิ้งกันไปก่อนใคร อย่างน้อยเธอคงรู้ใจตัวเองดีกว่าฉัน
แม้ฉันเองที่พูดคำว่าเลิกกัน ถามว่าก่อนนั้นใครกันแปรเปลี่ยน
การกระทำของเธอที่เปลี่ยนไป ฉันรู้ทัน
ฉันรู้ว่าเธอต้องการ จะกดดัน จะบีบคั้น ให้ฉันเลิกลา
อยากถามว่าใครทิ้งกันไปก่อนใคร อย่างน้อยเธอคงรู้ใจตัวเองดีกว่าฉัน
แม้ฉันเองที่พูดคำว่าเลิกกัน ถามว่าก่อนนั้นใครกันแปรเปลี่ยน

เมื่อไหร่จะมีชุดใหม่ออกมาให้ฟังอะ  คิดถึงแล้ว 555

January 03

ปีใหม่แล้ว...

ปีใหม่แล้ว...

    ปีใหม่แล้ว...ปีใหม่ปีนี้เป็นปีที่ไม่น่าสนุกสนุกและสุขอย่างที่คิด ไม่ใช่เพราะต้องกลับไปฉลองปีใหม่ที่ "บ้าน" เหมือนเช่นทุกปี (ที่บ้านจริงๆเพราะไม่ได้ออกไปไหนเลย)  และแล้วปีใหม่ก็เข้ามาทักทายในช่วงชีวิตของเราอีกหนึ่งปี ปีนี้บรรยากาศดูแทบจะไม่แตกต่างจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว(สึนามิ)

   ปีใหม่ที่มีแต่ความวุ่นวาย สับสน มันประดังประเดเข้ามาอีกแล้ว ระเบิด ระเบิด ระเบิด แหมมันช่างคิดได้ว่าวันที่คนเขาจะฉลองค่ำคืนส่งท้ายปีเก้าตอนรับปีใหม่กันด้วยรอยยิ้มที่เปื้อนใบหน้า และเจือไปด้วยคราบของความสุข เสียงเพลงแห่งความสุข พลุ ดอกไม้ไฟหลากสีที่เตรียมต้อนรับ ปีใหม่ แต่ปีนี้เราๆถูกยัดเยียดเทศกาลแห่งความสุขด้วยเสียงระเบิด ความตื่นกลัว  ไม่รู้ว่าไอ้คนต้นเหตุใช้สมองส่วนไหนคิด

        แต่ยังดีนะที่มี SMS จากเพื่อน พ้อง น้องพี่ หลายๆคน ที่ยังนึกถึงเราส่งข้อความ-โทรถามไถ่ความเป็นมาและความเป็นไปที่จะมาถึงในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ปีใหม่แล้วสิ่งใหม่ๆอะไรบ้างที่จะเข้ามาในชีวิต อันนี้ไม่ต้องนั่งเฝ้ารอ เพราะอะไรมันจะเกิดมันคงต้องเกิด ปีนี้จะเป็นปีที่มีความสุขหรือทุกข์มากกว่ากัน แล้ว 2 เท้ามันจะออกก้าวเดินไปที่ไหนบ้างไกล-ใกล้ เดียวเราคงได้รู้กัน 3

       เมื่อการเดินทางจะเริ่มต้นอีกครั้งไม่ใช่เพราะเป็นปีใหม่แต่เสียงข้างในมันเรียกร้องต่างหาก

December 18

ร.ฟ.ท. ฉันรักรถไฟไทย

 ร.ฟ.ท. ฉันรักรถไฟไทย

    รถไฟ พาหนะการเดินทางที่คุ้นเคยของใครหลายคน โดยเฉพาะคนในต่างจังหวัด (อย่างเรา) และก็ยังเป็นพาหนะที่ไม่คุ้นชินสำหรับใครอีกหลายคน   รถไฟถือเป็นถือเป็นการเดินทางที่สะดวกยิ่งเพราะปลอดภัย ที่สำคัญราคาถูกแสนถูก  และใครอีกหลายคนยังบอกว่าเป็นการเดินทางที่สุดแสนจะ คลาสิกหรือ "เจ้ากิ้งกือขบวนยักษ์"

   นั่งนับเวลา...นานมากแล้วที่ไม่ได้ใช้บริการของ ร.ฟ.ท. เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 2 ปีก่อนหน้าที่ เราได้ใช้บริการของร.ฟ.ท. ใช่ทุกวันจริงๆยกเว้นบางวันเท่านั้น การใช้บริการมีทั้งกลางวันและกลางคืนสุดแล้วแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย แต่ส่วนใหญ่แล้วการใช้บริการ ร.ฟ.ท. มักจะเป็นช่วงเช้าตรู และช่วงยามเย็น  2  ข้างทางระหว่างเส้นทางไป-กลับของร.ฟ.ท. ตลอดระยะเวลา กว่า 20 ปี เชื่อไหมว่า 2 ข้างทางที่ดูเหมือนเดิมแต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิมเลยสักวัน

   การเดินทางที่ไม่ต้องเร่งรีบในแบบฉบับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง มันช่วยให้เราได้ใช้เวลาละเลียดเพื่อทบทวนความรู้สึกนึกคิดต่างๆได้ดีทีเดียว  หน้าต่างบานใหญ่ ที่เสมือนเป้นกรอบรูปมีภาพเปลี่ยนไปทุกเวลา นาทีที่เจ้าร.ฟ.ท. ขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายและปลายทาง

   ชีวิตหลายชีวิตขับเคลื่อนไปพร้อมกับขบวนร.ฟ.ท. บางชีวิตมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน แต่บางชีวิตเพิ่งเริ่มต้น และบางชีวิตก็ยังค้นหาอย่างไม่หยุดหย่อนบน ร.ฟ.ท.  ไม่ว่าจะสายเดิมหรือสายใหม่ เพราะชีวิตยังต้องขับและเคลื่อนที่ต่อไป....